2006/Apr/10

::The Remain of Life::

วันนี้ฉันไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาล เขาดูอิดโรยมาก มากเสียจนฉันจำหน้าค่าตาเขาไม่ได้ จะว่าเขาเปลี่ยนไปก็ไม่ใช่...ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายเหล่านี้...มันคืออะไรกันหรือ...

วันที่ 13 เดือนยี่สิบ เวลา31 นาฬิกา 13 นาที

ฉันไปกินหมูกะทะกับคิม คิมบอกฉันว่า คิมจะไม่อยู่ช่วงนี้สักพักนะ...ฉันตอบกลับไปว่า เธอจะไปไหน... คิมบอกว่า ไม่รู้จะไปไหน... ฉันได้แต่ทำตาปริบ ปริบ คิมพูดขึ้นมาว่า เธอไม่ต้องห่วงนะ... ...แล้วฉันจะกลับไปหาเธอ... ฉันยิ่งสับสนระคนงงในใจขึ้น เกิดอะไรขึ้นนี่... ฉันถามกลับไปว่า ...เธอบอกฉันได้ไหมว่าเพราะอะไร เธอถึงต้องไป... คิมไม่พูด คิมนั่งมองแก้วน้ำที่มีน้ำแข็งอยู่เพียงนิดหน่อย ฉันมองตาม กำลังจะเติมน้ำแข็งให้ คิมปฏิเสธบอกว่า ต่อไปนี้อะไรจะเกิดก็ต้องเกิดวะ... คราวนี้ฉันอารมณ์พุ่งขึ้นบ้าง ฉันตะเบ็งใส่หน้าเขาอย่างหมดอารมณ์ว่า

"แกเป็นอะไรของแก" "ฉันถามแกกี่รอบ แกไม่บอก" "แกไม่รักฉันแล้วใช่ไหม" "แกเป็นอะไรของแก"

คิมยังคงนั่งนิ่ง หมูในกะทะเริ่มไหม้ คิมไม่มีทีท่าที่จะตักอะไรขึ้นมากินเลย

"เอาไงดีเนี่ย...เค้าหมดเยื่อใยกับเราแล้วเหรอ" ฉันเพียงได้แต่คิด แต่ทว่า...

คิมก็รำพึงขึ้นมาว่า.. "ตอนนี้เธออยู่ที่ไหน..เธอบอกฉันที เรียกฉันหน่อยได้ไหม...ให้ฉันได้ยินเสียงเธออีกครั้งจะได้ไหม..ขอร้องล่ะ...กลับมาหาฉันทีเถอะ.."

ฉันงง...

ฉันจึงถามเขาขึ้นมาว่า..."คิม เธอหาใครอยู่เหรอ...นี่ไงฉันนั่งอยู่นี่ไง อยากเจอใครเหรอ...อยากเจอปุ้มเหรอ หรืออยากเจอติ๊ก เดี๋ยวเอาเบอร์ให้ไง...ว่าแต่นี่เธอกลุ้มใจอะไรอยู่เนี่ย...บอกฉันหน่อยได้ไหม..."

คิมนิ่ง...

น้ำตาเขาเริ่มไหล เขายังคงนิ่ง กระดกแก้วเบียร์ แก้วแล้วแก้วเล่า เมื่อฉันจะหยิบแก้วเขาไปรินเหล้าให้ เขาก็หยิบไปก่อนทุกที

เอ๊ะ...มันเกิดอะไรระหว่างคิมกับฉันนี่

เขากำลังคิดถึงใครอยู่...ทำไมเขาใจฉันเลย...ฉันเริ่มร้องไห้บ้าง...

ทันใดนั้น...เขาก็ลุกขึ้นจากโต๊ะ..วางเงินไว้ 200 ไว้ที่โต๊ะ แล้วก็เดินจากไป

"อะไรกัน" "เขาไปไม่พูดกับฉันสักคำ" ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าเค้าจะไปหาใคร...

ฉันรีบเดินตามคิมไป

คิมร้องไห้...

คิมเดินไปเรื่อยๆ

...ไร้จุดหมาย...

ฉันเรียกก็แล้ว

ตะโกนก็แล้ว

ไม่มีเสียงตอบ

เห็นอย่างเดียว

คือน้ำตาจากคิม...

ทันใดนั้นเขาก็หยุดกึกที่ตรงทางแยกตรงทางข้ามทางรถไฟ เขานิ่ง...แต่ว่าเขาก็เก็บอาการไว้ไม่อยู่...ปล่อยโฮ ออกมา..ฉันได้แต่เดินไปปลอบใจเขาที่ไหล่ บอกได้แต่เพียงว่า...เธอมีเรื่องอะไร ทุกข์ใจบอกฉันทีสิ...คิมพูดขึ้นว่า..เธอไปจากฉันทำไม..ทำไมไม่เรียกฉันไปด้วย...ฉันได้แต่ตอบกลับไปว่า..ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว...อยู่ตรงนี้เป็นเพื่อนเธอแล้วไง...เราไปคุยกันที่อื่นเถอะนะ...

สิ้นเสียงฉัน...

รถไฟวิ่งมา...

คิมรีบเดินปรี่เข้าไปหารถไฟขบวนนั้น

ฉันห้าม...

แต่ไม่เป็นผล

คิมกระโดดพุ่งเข้าหารถไฟ

ฉันไม่รู้จะทำไงดี

จึงตัดสินใจกระโดดเข้าไปแทนเขา

แต่ทว่า....

วันที่ 14 เดือนยี่สิบ เวลา 41นาฬิกา 14 นาที

ฉันลืมตาตื่นขึ้นมา...ฟ้าสว่างแล้ว...จับ จับ คลำ คลำ ก็รู้สึกว่าฉันกำลังอยู่บนพื้นหญ้า..นึกขึ้นได้...คิมอยู่ไหนเนี่ย...ฉันได้แต่ร้องหาคิม...เริ่มออกตามหา...แต่ไม่พบ...จนกระทั่งนึกถึงเรื่องเมื่อคืนได้...ฉันรีบวิ่งไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้กับทางรถไฟมากที่สุดโดยหวังว่า คิมจะอยู่ที่นั่น...

คิมต้องไม่เป็นอะไร...

ฉันได้แต่ภาวนา...

เมื่อเข้าไป...ฉันเห็นทุกคนรวมทั้งคิมกำลังร้องไห้...คิมพูดขึ้นว่า

"ทำไมไม่ให้ฉันตามเธอไป" "ปล่อยผมไปเถอะ คุณหมอ ให้ผมตามคนที่ผมรักไปเถอะนะ...ขอร้องล่ะ"

มีแต่เสียงปฏิเสธพัลวัน

ฉันเรียก..

"คิม...คิม.. ฉันมาหาเธอแล้ว..เป็นไงบ้าง"

คิมไม่พูดอะไรกับฉันสักคำเลย

ทันใดนั้น

ปุ้มเพื่อนคิมพูดขึ้นมาว่า

"อีฟ เค้าไปสบายแล้ว...ปล่อยเธอไปเถอะนะ..เธอยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปนะคิม..ถ้าอีฟรู้ว่าเธอทำแบบนี้...อีฟจะรู้สึกยังไง...เค้าต้องเสียใจแน่ๆ ที่เห็นเธอคิดสั้นเพียงเพื่อจะตามเค้าไปน่ะ..."

คิมได้แต่ปล่อยโฮ...

แต่ฉันก็ปล่อยโฮด้วย..........

อีฟเค้าจะ...

อีฟเค้าจะ...

อีฟเค้าจะ...

"พอ พอได้แล้ว..เลิกเรียกชื่อฉันสักที"

...ฉันมีชีวิตอยู่เพื่อคิม...ถ้าคิมไม่มีชีวิตอยู่...แล้วฉันจะมีชีวิตอยู่เพื่อใคร...

.............................................................

จบแล้วเป็นอย่างไรกันบ้าง

อยากให้ช่วยกันเม้นท์เยอะๆ นะ

เราจะได้นำไปปรับปรุง

ฝากบอกต่อกันด้วย

เพื่อประโยชน์ของการเล่าเรื่องในโอกาสต่อไป

อย่าทำให้ฟ้าผิดหวัง...เอนโดรฟิน

2006/Apr/05

วันนี้เป็นวันที่อยากจะมาเล่าเรื่องเรื่องนึงให้คุณฟัง ผมอยากให้คุณเข้ามาอยู่ในวงสนทนาของผมจัง งั้นเอาเป็นว่า ผมสมมติให้คุณเป็นคนที่อยากฟังเรื่องของผมก็แล้วกันนะ

วันพุธ สิบโมงสิบห้า...ผมตื่นนอน งัวเงีย...ดูนาฬิกา...ภาพ ภาพนึงที่เห็นลาง ลาง คือ นี่ผมอยู่ที่ไหนกันเนี่ย อะไรวะ ! ได้แต่ งง-งง บรรยากาศรอบๆ ตัวผมตอนนี้มันว่าง ไปเสียหมด เป็นสีขาว เหมือนมีดรายไอซ์อยู่รอบๆ ตัว คุณๆ คงนึกกันล่ะสิว่า..นี่ต้องเป็นสวรรค์...อันนี้ผมก็นึกอยู่ในใจเหมือนกัน..เอ๊ะ นี่กูตายแล้วเหรอเนี่ย (ขออภัยถ้าจะไม่สุภาพนะครับ) คราวนี้ผมเริ่มลุก...และมองดูรอบๆ อีกที คราวนี้ผมเห็นตู้สีน้ำตาลใบหนึ่งตั้งอยู่...ในใจก็คิดว่า...เอ..จะเปิดดูดีไหมว๊า...ในใจก็นึกพลันว่า...มันจะมาตั้งทำไมอยู่ตรงนี้...พื้นที่ตรงนี้..เอ หรือจะเป็นประตูสู่กาลเวลา..(ว่าไปโน่น) ...

ในใจก็นึกพลันขึ้นมาอีกแว๊บนึงว่า ถึงเราไม่เปิดแล้วเราก็ไม่รู้ดีว่าเราอยู่ที่ไหน ฉะนั้นก็ลองเปิดเสียเลยดีกว่า...พอผมก้าวย่างเข้าไปที่หน้าตู้ใบนี้...พบร่องรอยเหมือนกับว่าเคยมีใครมายืนอยู่ตรงนี้เช่นเดียวกับผม พินิจไปพินิจมา...ช่างมันเถอะว้า...สังเกตไปก็ไร้ผล..เปิดดูมันซะเลย...พอเปิดไปเท่านั้นแหล่ะ...

ปรากฏว่า...เป็นตัวของตัวเองอยู่ข้างในนั้น ผมได้แต่ยืน งง ...แต่ก็คิดว่า..คงเป็นกระจกมั้ง...ปรากฏว่า ตัวของผมในนั้นค่อยๆ บรรจง "ยิ้ม" ให้กับผม...ขยับปากเหมือนกับจะพูดอะไรบางอย่างที่ผมไม่ยักกะได้ยิน...จับความจากปากได้ว่า...ตัวผมคนนั้นคงอยากจะทักทายอะไรกับผมล่ะมั้ง...

ทันใดนั้นเอง...เสียงแว่วเสียงหนึ่งก็เพรียกหาขึ้นมา...ร้องขึ้นว่า

"ไปซะ...อย่ากลับมา...แกจะมาอยู่ตรงนี้ทำไม...มันไม่มีอะไรดีขึ้นมาหรอก..."

ผมได้แต่อ้าปากค้าง...พูดไรไม่ออก...นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย...ผมเหลือบไปมองด้านข้าง คราวนี้ได้แต่อึ้งมากขึ้นไปอีก เมื่อรอบตัวผมสี่ทิศ คราวนี้มีแต่ ตัวผมอยู่ทั้งนั้นเลย...นี่เกิดอะไรขึ้นเนี่ย...ผมถามตัวเองอีกครั้ง....ตัวผมตัวหนึ่ง...พูดขึ้นว่า...

"ชีวิตคุณก็แค่ใบไม้ใบหญ้า...มันบอบบาง..ทำไมไม่ระวังมันบ้างล่ะ.."

อีกตัวหนึ่งก็พูดว่า..

"ตอนนี้คุณมีใคร-ใคร อยู่รอบกาย...แต่ในใจคุณน่ะไม่เหลือใครแล้ว...รู้ตัวบ้างหรือเปล่า"

อีกตัวหนึ่งก็พูดแทรกอีกว่า...

"ตอนนี้ไม่รู้ตัวอีกเหรอ...ว่าคุณกำลังอยู่ที่ไหน...ที่แบบนี้...มันมีที่เดียวเองนะ..สำหรับคุณน่ะ..."

อ้อ...ในที่สุดผมก็รู้แล้ว...ว่าผมอยู่ที่ไหน...

ผมอยู่ในใจของผมที่อ้างว้างนั่นเอง...ตู้ของผมก็เปรียบเสมือน...คลังแห่งความทรงจำ...ถ้ามันเต็มเมื่อไหร่มันคงระเบิดเมื่อนั้น...เสียดายที่ผมไม่เคยเติมมันได้เต็มเสียที...

แล้วคุณๆ ผู้เป็นตัวละครที่ผมสมมติล่ะครับ...ตู้ใบนั้นของคุณเต็มกันบ้างหรือยัง...เปิดมันออกมาดูบ้างนะครับ...ก่อนที่มันจะสูญหายไปกับกาลเวลา...ผู้ที่ทำหน้าที่เคลียร์ทุกสิ่งในตู้ให้มันหมดไป...

.

........................................................................

.

PS : หายไปนานเลยกว่าจะได้มาอัพสักที ด้วยภารกิจการงานอันยุ่งๆ ยังไงก็จะพยายามเขียนเรื่องลงต่อไปเรื่อยๆ ก็แล้วกันค่ะ ^^

ตะวันยังมีให้เห็น -- AoF

2006/Feb/27

วันนี้วันที่เท่าไหร่...กว่าจะนึกได้...คิดอยู่ตั้งนาน...คุณคงจะงงสินะ..ว่าฉันกำลังพูดถึงอะไรอยู่...สิ่งที่ฉันกำลังจะบอกคุณในวันนี้...คือเรื่องเรื่องหนึ่งที่ฉันไม่เคยคิดว่ามันจะเป็นเรื่องหนึ่งเรื่อง...ที่ทรงอิทธิพลต่อฉันมาจนถึงทุกวันนี้...

นาทีนั้น...ฉันไม่เคยลืม...วันเวลาที่ฉันโหยหาความสุขสมที่ทุกคนอยากจะพบอยากจะมี..อยากจะเห็น...ฉันเองก็เป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาที่รอคอยสิ่งนี้มานาน...แล้ววันนั้นฉันก็ได้มันมา...

เช้าวันหนึ่ง...วันที่สายลมกำลังโบกอย่างพริ้วไหว...ลมเบาๆ แผ่วผ่านกระทบกับโมบายดังกรุ๊งกริ๊ง..กรุ๊งกริ๊ง...บรรยากาศช่างน่านอนเสียเหลือเกิน...ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับเสียงเรียกของชายคนหนึ่ง...ที่ทำให้ฉันรู้สึกหงุดหงิดทุกๆ เช้า...ด้วยเสียงที่ว่า...

"เก็บขยะด้วยค้าบบบ...ขยะมาให้เก็บแล้วค้าบบบ...ลุกเร็ว..ลุกเร็ว...เวลาไม่ค่อยท่า...ขยะมาไม่คอยใคร..."

โอ๊ย...อะไรกันเนี่ย...ฉันงัวเงียและบ่นเช่นนี้เหมือนเคย...ฉันรีบลุกจากที่นอนรีบวิ่งลงมาเอาถุงขยะที่วางไว้ข้างประตู...เปิดส่งให้ลุงเก็บขยะผู้นั้น..ลุงส่งยิ้มให้..และมักจะพูดกับฉันเสมอว่า...

"อรุณสวัสดิ์ครับ..ขอให้เช้านี้แจ่มใสนะครับ...เพราะว่าขยะได้ออกจากตัวคุณๆ ทั้งหลายแล้ว..ในวันนี้..."

แล้วก็เป็นอย่างนี้ทุกเช้า..คุณลุงคนนี้มักจะทักทายและยิ้มแย้มให้ฉันเสมอ...แต่ฉันกลับไม่คิดเช่นนั้น..ฉันกลับคิดว่า...ทำไมลุงถึงไม่มาเก็บขยะตอน 3 ทุ่ม 4 ทุ่มบ้างนะ...เช้าๆ ฉันจะได้ไม่ต้องตื่น...ก็เพลียเสียขนาดนั้น..เฮ้อ..ใครล่ะอยากจะลุกมาตอนเช้า...

หลายๆ คนแถวบ้านฉัน..มักจะเล่าให้ฉันฟังเสมอว่า..ลุงคนนี้แกชื่อ..ลุงชม...แกทำงานหลายอย่าง..เช้าๆ แกมักจะไปเก็บขยะตามบ้าน...เออ..ใช่ใช่ ฉันลืมบอกไปว่า...แกไม่ใช่คนเก็บขยะที่มาจากเทศบาลหรอกนะ...แกทำเป็นงานอดิเรก...แกบอกว่าชอบช่วยเหลือคน...แกว่าเวลาแกได้เก็บขยะแล้ว...แกจะอารมณ์ดี..เมื่อได้เห็นว่าขยะในแต่ละวันที่แกเก็บนั้นมีอะไรบ้าง...หลังจากนั้นสายๆ แกจะไปทำงาน..แกทำงานอยู่ในสำนักพิมพ์ฯ..อย่าคิดว่าแกจะดูหรูหราทำงานใหญ่โตอะไรหรอกนะ...อันนั้นมันนิยายเกินไป..แกเป็นคนสวนของบริษัทเท่านั้นเอง

ทุกวันนี้ฉันยังคงนึกสงสัยอยู่ในใจว่า...ทำไมลุงถึงต้องทำเช่นนี้...ในเมื่องานการแกก็มีทำอยู่...เอ...หรือว่าเป็นเพราะแกเคยทำอาชีพนี้มาก่อนจนแกตัดไม่ขาด...เคยมีคนลองถามแกนะ...แกตอบว่า...แกไม่ได้ยึดอาชีพนี้มาก่อน..แต่แกชอบจริงๆ ชอบเวลาที่ขยะ...ไม่มีใครสนใจ...

มีคำตอบหนึ่งที่แกเคยบอกฉัน...เมื่อฉันถามว่า...

"ทำไมลุงถึงมาเก็บขยะตอนเช้าๆ เช่นนี้ก่อนไปทำงาน...ไม่กลัวว่าเนื้อตัวจะเหม็น...หรือเหนื่อยเพลีย...บ้างหรือ"...

แกส่งยิ้มให้...ดวงตาแกเป็นประกาย ตอบว่า...

"ผมยินดีและปรีดาที่จะได้เห็นขยะที่คนเหล่านี้ไม่ใส่ใจ...อย่างน้อยๆ ก็ขอให้ได้มีคุณค่าในสายตาของผมบ้าง.."

พอแกเห็นฉันทำหน้างุนงงระคนสงสัย...แกก็เลยอธิบายต่อ...

"หนูรู้ไหม...ขยะพวกนี้เปรียบเหมือนอะไร...บางครั้งคนเราถามหาความเป็นไปของตัวเรา...หนูเคยหาเจอบ้างไหม...หนูเคยหาคำตอบได้ไหมว่าเรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร...ขยะเหล่านี้แหล่ะ...ให้คำตอบแก่ลุงเสมอ..."

แล้วแกก็ขอตัว..."วันนี้ลุงมีธุระ...ลุงขอตัวก่อนนะ.." แล้วแกก็เดินยิ้มจากไป...

เอ...แกหมายความว่าไงหนอ...ฉันได้แต่นึก...และเหลือบไปเห็นกระป๋องน้ำอัดลมที่บี้แบนอยู่กับพื้น...ฉันเดินไปหมายจะเก็บ...ใจหนึ่งฉุกคิด...นี่ ไม่ใช่เรื่องของเราสักหน่อย...อีกใจหนึ่งเถียงกลับสั้นๆ ว่า...คนใจแคบ...เห็นแก่ตัว...โอ๊ย..ในหัวเราเป็นอะไรไปเนี่ย...ว่าแล้วก็ตัดสินใจเดินไปหยิบ...แล้วก็เขวี้ยงไปให้ลงถัง...ที่อยู่ไม่ไกล...เย้..ลงเสียด้วย.."แม่นเว่ย..." รำพึงถึงชัยชนะเล็กๆ ของตัวเอง...

ขณะที่กำลังเดินกลับบ้านนั้นเอง...ก็เห็นรถรับซื้อของเก่ากำลังต่อรองราคากับเพื่อนบ้านอยู่...ดูทีท่าว่าจะต่อรองกันไม่ได้...ท่าทางของเก่าของคุณป้าข้างบ้านจะมีมากมาย..และมีราคาเสียด้วย...แกถึงไม่ยอมปล่อยราคาสูงๆ ให้คุณป้าเลย...ขณะที่เถียงกันไปเถียงกันมา...ฉันก็มองไปที่รถที่เต็มไปด้วยของไม่ใช้แล้ว...ฉับพลันนั้นก็นึกขึ้นมาได้ถึงคำพูดของคุณลุงคนนั้น...

แต่ก็ยังตีปริศนาธรรมนั้นไม่ออกสักที...ขยะจะเกี่ยวอะไรกับชีวิตของเราเหรอ...

ทันใดนั้น...ฉันก็สะดุ้งโหยง...อยู่ดีดีก็มีมือมาแตะบ่าของฉันจากด้านหลัง...คุณลุงชมนั่นเอง...

"มาทำอะไรอยู่ที่นี่เหรอหนู..."

"อ๋อ...กำลังจะเข้าบ้าน...เห็นคุณป้าข้างบ้านกำลังต่อรองราคากันอยู่น่ะค่ะ..."

"...แล้วหนูล่ะ...มาขายด้วยเหรอ..."

"เปล่าค่ะเปล่า...หนูแค่เดินผ่านมาเฉยๆ แล้วคุณลุงล่ะค่ะ เมื่อกี้บอกว่ามีธุระ...เสร็จแล้วเหรอคะ..."

"อ๋อ ป่าวจ้ะ...ลุงไม่ได้ไปธุระแล้ว...ลืมไปว่า ลุงมีธุระทางนี้ก่อนน่ะ..."
"เดินไปด้วยกันไหมล่ะ"

"เอาสิคะ...นี่ก็ทางกลับบ้านของหนูพอดี...อ้อ..แล้วก็มีเรื่องจะถามคุณลุงด้วย"

"มีเรื่องอะไรเหรอ"...

"อ้อ...ที่คุณลุงพูดว่าอะไรนะ...ขยะบอกถึงความเป็นไปในชีวิตของเรา...มันเกี่ยวข้องกันยังไงเหรอคะ...หนูสงสัยมาตลอดทางเลยล่ะค่ะ..."

"อ๋อ...ยังไม่เข้าใจเหรอ..."

แล้วแกก็เงยหน้ามองฟ้า..พูดขึ้นว่า.."ได้ได้ แล้วลุงจะอธิบายให้เข้าใจ..."

คืองี้...หนูเคยสังเกตมั๊ยว่าความธรรมดาของมนุษย์อยู่ที่ไหน...หลังพระอาทิตย์หรือเปล่า?

ฉันส่ายหน้า...หลังเมฆก้อนนั้นหรือ...ฉันก็ยิ่งส่ายหน้า...

งั้นแล้วหนูว่าอยู่ที่ไหน?...

"หนูนึกไม่ออกหรอกค่ะ...คงอยู่ที่การใช้จ่ายแต่พอเพียง ไม่สุรุ่ยสุร่ายมั้งคะ...ถ้าเราไม่ใช้เงินเยอะ...เราก็จะดูติดดิน...ธรรมดา..."

อันนั้นมันเป็นผลที่เกิดขึ้นแล้ว...หนูควรหาสาเหตุก่อนนะ..."เอ..แล้วอยู่ที่ตรงไหนล่ะคะ..." "หาคำตอบจากสิ่งที่ใกล้ตัวเราก่อนสิ...ฟังให้ถ้วนทั่ว..แล้วจะรู้ว่าอยู่ที่ตรงไหน..." "ถ้างั้น...ของลุงอยู่ทีตรงไหนล่ะคะ..." ฉันถามกลับบ้าง..

"ของลุงเหรอ...ของลุงอยู่ที่ใจ...เคยได้ยินเสียงหัวใจเต้นมั๊ยล่ะ...นั่นล่ะ...ความธรรมดาของมนุษย์เริ่มต้นจากการฟัง...เราเริ่มได้ยินเสียงหัวใจเราเต้นมาก่อนเพียงแต่ว่า...สิ่งอื่นที่เราได้ยิน...มันกำลังทำให้เราลืมเสียงหัวใจที่เต้นอยู่...ถ้าหากจะเปรียบ..ก็คงจะเหมือนกับสิ่งรอบรอบตัวเรานี้แหล่ะ..ที่มารายล้อมเราอยู่จนทำให้ลืมตัวตนที่แท้จริงของเราไป...

แกพูดถึงตอนนี้...แววตาของลุงแกช่างเปี่ยมไปด้วยความอิ่มเอมใจยิ่งนัก..."ถ้าเราใส่ใจที่จะหยุดฟังสักนิด...เราจะสามารถแบ่งโสตของเราให้มีหลายโสต...และพร้อมจะกั้นห้องหลายๆ ห้องไว้แบ่งทำคอนโดทางความคิด...หนูพอเข้าใจนะ..."

"แล้วมันเกี่ยวอะไรกับขยะล่ะคะ..." ฉันก็ยังคงสงสัยอยู่ดี...

"อ้อ...ขยะก็คือสิ่งรอบตัวที่เราเสพย์...เราได้มา..ก็ต้องทิ้งไป...ไม่ใช่แค่คนหรือสัตว์...สิ่งของก็ด้วย...บางครั้งเราเสพย์มากเกิน..ก็เหลือทิ้งน้อยหน่อย...บางครั้งเราเสพย์มาก...ก็เหลือมากมาย...แบ่งสรรกันไป...บางครั้งคนเราหงุดหงิดกับขยะในร่างกาย...แต่ลุงว่ามันยังไม่ร้ายเท่ากับขยะทางใจ...ที่ทำให้คนเราเกิดความโมโห...เพราะเราเสพย์ขยะทางใจมากไปนั่นเอง...

"อ้อ..แล้วยิ่งเป็นขยะที่นำมาใช้ได้...แสดงว่าคนยังเห็นคุณค่าของมันอยู่...ก็เหมือนกับชีวิตของคนนั่นแหล่ะ...เมื่อใดถูกคนรอบข้างผลัดทิ้ง...ถ้าเราไม่พิสูจน์...ไม่ทำให้เห็นคุณค่าในตัวของเราเอง...พูดง่ายๆ ก็คือเราไม่มุ่งมั่นจะความดีมากพอ...ก็จะไม่มีใครสนใจเรา...แล้วในที่สุดเราก็จะเปื่อยยุ่ยตัวเองลงไปไม่มีชิ้นดี...ในขณะที่ถ้าเราเป็นคนที่มีคุณค่าในตัวเอง...ต่อให้ไม่มีหนังสือเล่มใดเอ่ยชื่อถึง...ต่อไปก็จะมีคนถามหาเช่นนี้มากมาย...ต่อไป...

"..คิดดูละกันนะหนูนะ...อยากเป็นขยะแบบไหน..."

"อ้อ...มิน่าล่ะ...คุณลุงหาคำตอบให้กับชีวิตได้แล้ว..ซึ่งลุงก็คงมีความสุขมากๆ กับครอบครัวสินะคะ.."

"ใช่แล้วล่ะ... ลุงสุภาพกับทุกคนเสมอ...เรื่องราวความเป็นไปของชีวิตเรานั้น..มันวัดกันไม่ได้ในทางวัตถุนิยม......ไม่ได้ดูดีเฉกเช่นของที่ทิ้งในราคาเหยียบหมื่นเหยียบแสนเอาเสียเลย..

โธ่..ลุงก็มนุษย์ปุถุชนเฉกเช่นเดียวกับหนูแหล่ะ....เพียงแต่อยากให้รับรู้ก่อนที่วันใดวันนึงเราจะลืมบอกกับตัวเองได้บ้างว่า..เอ๊ะ..อันนี้ชอบ..เอ๊ะอันนี้ไม่ชอบ...ทุกอย่างกำหนดได้ด้วยใจจริงจริง"...

"ขยะ...หนึ่งชิ้น..เปรียบเหมือนสิ่งที่เข้ามาในชีวิต 1 เรื่อง...หากมีมาก...ก็รำคาญมาก..ยิ่งเน่าขึ้นเรื่อย-เรื่อย...หัวใจก็ยิ่งอับเฉา...เมื่อมีมากเข้ามากเข้า...ดังนั้น..หาให้เจอนะหนูนะ...ว่าขยะน่ะสำคัญไม่ต่างไปจากชีวิตของคนเราอย่างไร...ที่ลุงเล่ามาน่ะ...เป็นแค่มุมมองของลุงไม่ค่อยมีความรู้มากมายคนหนึ่งเท่านั้น...ที่เหลือก็แล้วแต่คนจะคิดล่ะ...หนูเอ๊ย..."

คราวนี้ลุงขอตัวก่อนจริงๆ ล่ะ...นึกขึ้นได้ว่าต้องไปรับลูกชายเสียหน่อย...แกจะได้ดีใจ.....งั้นลุงขอตัวก่อนนะ...

แล้วเขาก็เดินห่างไป ห่างไป...เรื่อยเรื่อย..ปล่อยให้ฉันได้แต่ยืนคิดเพียงลำพัง

++++++++++++++++++++

เฮ้อ....แล้ววันนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวันที่สามารถรับรู้ประสบการณ์อีกด้านนึงที่ไม่น่าเชื่อเลยว่า...จะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น...กับฉัน.....แค่ลุงหนึ่งคนที่ไม่ได้ดูมีการศึกษาอะไรที่สูงมากมายอ่ะไร..แต่ปรัชญาชีวิตที่แกให้กับฉันนั้น...มีคุณค่ายิ่งกว่าอะไรที่เคยได้ยินมา...

+++สิ่งเล็กๆในสายตาเรา...อาจเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในสายตาคนอื่น+++

+++แคร์คนอื่นให้เหมือนที่เรากำลังแคร์ตัวเอง..++++

+++ฝากไว้ให้คิดจริง-จริง+++

----------------------------------------------


นิทานหิ่งห้อย - - เฉลียง